ในยุคที่การซื้อขายส่วนใหญ่ต่างใช้ “วัตถุที่รัฐกำหนดขึ้นไว้เพื่อใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย” เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน แทนที่จะเป็นช้าง ม้า วัว ควาย อย่างในสมัยพ่อขุน จึงไม่แปลกที่จะเห็น “มนุษย์เงินเดือน” เดินกันขวักไขว่เกลื่อนโลก จะไม่ให้เป็นเยี่ยงนั้นได้อย่างไร ในเมื่อปัจจัยพื้นฐานที่มนุษย์พึงต้องการทั้งอาหาร ที่อยู่ เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค ล้วนแต่ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อที่แปรสภาพเป็นเม็ดเงินแล้วทั้งสิ้น แถมปริมาณที่ใช้ในการแลกยังเพิ่มทวีคูณขึ้นทุกวัน
ในเมื่อกระดาษที่มีมูลค่าขึ้นมาด้วยลายเซ็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประหนึ่งไม้กายสิทธิ์ที่สามารถเสกสรรดังปรารถนา ด้วยเหตุนี้จึงทำให้บุคคลกลุ่มหนึ่งเชื่อว่า แค่มี “เงิน” ก็จะสามารถบันดาล “ความสำเร็จ” ใดๆ ก็ได้ตามต้องการ
ไม่เว้นแม้แต่ “แชมป์พรีเมียร์ ลีก”
อันจะเห็นได้จากอาการ วี๊ดว๊ายกระตู้ฮู้ อย่างออกนอกหน้าของบุคคลกลุ่มดังกล่าว หลังจากการมาถึงของเศรษฐียี่ห้อมะกัน ตระกูลเดียวกับมีดโกนชื่อดัง
ในฐานะที่เป็นสาวกปีศาจแดงในยุคที่ความสำเร็จมากหน้าหลายตา ต่างถาโถมเข้าใส่แบบไม่เกรงใจว่าใครจะแอบอิจฉาอยู่ไกลๆ หรือเปล่า ทำให้มีประโยคหนึ่งที่มักจะได้ยินคุ้นหูอยู่เป็นประจำแทบทุกปี “ผีใช้เงินซื้อแชมป์” จากแรกๆ ที่รู้สึกไม่พอใจ ก็เริ่มทำใจ เข้าใจ และกลายเป็นเห็นใจในที่สุด
ไม่เคยเถียงสักครั้งว่าในแต่ละฤดูกาลปีศาจแดงไม่เคยใช้เงินแลกนักเตะ เพราะแม้แต่ปี 1995-1996 ที่ “เซอร์ อเล็กซ์” มุ่งมั่นกับการปั้นแด็กเป็นหลัก ก็ยังไม่วายเจียดเงินในช่วงกลางซีซั่นให้อริร่วมเมืองเพื่อแลกกับการโยก “โทนี่ โคตัน” ข้ามฝั่งมาเป็นกองเสริมให้ “ยักษ์เดนส์” ทั้งที่ก็เห็นกันอยู่ทนโท่ว่าคู่แข่งทีมอื่นก็ใช้นโยบายช็อปปิ้งกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น 6 ล้านปอนด์ของ “เลส เฟอร์ดินานด์” 7.5 ล้านปอนด์สำหรับ “เดนนิส เบิร์กแคมป์” หรือแม้แต่ “เจสัน แม็คเคเทียร์” ที่สนนราคาอยู่ที่ 4.5 ล้านปอนด์ แต่สุดท้ายแล้วก็เป็นทีมที่ลงทุนไม่ถึงล้านปอนด์ ที่คว้าแชมป์ลีกพ่วงแชมป์ถ้วยไปครอง
“แค่หยุดกับที่ ก็เท่ากับก้าวถอยหลัง” ในขณะที่คู่แข่งต่างอัพเกรดทีมของตัวเองกันยกใหญ่ หากเลือกนั่งดูอยู่เฉยๆ ก็คงไม่ต่างกับการนั่งรอให้คู่แข่งวิ่งแซง ป๋าเฟอร์กี้คงตระหนักถึงเรื่องนี้ดี เพราะนับตั้งแต่อิมพอร์ท “เอริค คันโตน่า” จนขึ้นเถลิงแชมป์ลีกสูงสุดที่รอมากว่า 26 ปี โรงละครแห่งความฝันก็ไม่เคยว่างเว้นจากการต้อนรับนักเตะหน้าใหม่อีกเลย จนกระทั่งถึงออร์เดอร์ล่าสุดอย่าง “ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ”
แม้จะใช้เงินหมดไปกับการพัฒนาคุณภาพทีมแค่ไหน ยูไนเต็ดก็ไม่เคยห่างหายจากเด็กเยาวชนที่ทยอยกันขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่อย่างต่อเนื่อง โดยมีเวทีบอลถ้วยเล็กเป็นบันไดก้าวไปเป็นดาวโดดเด่นบนฟากฟ้า และมี “ลูกกรอกคะนอง หมายเลข 92” เป็นแรงบันดาลใจ นอกจากนั้นยังมี “สัญญายืมตัว” เป็นอีกเวทีที่ใช้ปล่อยของ
แต่ใช่ว่าประวัติศาสตร์จะวนมาซ้ำรอยกันได้บ่อยๆ เช่นเดียวกับวาทะเด็ดอย่าง “คุณไม่มีทางคว้าแชมป์ได้ด้วยเด็ก” ก็ไม่ได้มีให้ได้ยินกันบ่อยนัก จึงทำให้เด็กหลายต่อหลายคนพัฒนาจากสัญญายืมตัวไปเป็นสัญญาจ้างถาวรในที่สุด เหลือไว้เพียงเด็กระดับคุณภาพคับแก้วเท่านั้นที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งในแผนสู้ศึกของบิ๊กบอสเอเอฟ ใช่ว่าพวกเด็กๆ ที่พ้นทีมไปจะไร้ความสามารถ หากเป็นด้วยขนาดทีมต่างหาก นั้นจึงทำให้ “เด็กก้นกุฏิ” ยังคงวนเวียนให้เห็นอยู่ทั่วพรีเมียร์ ลีก จนชินตา
เช่นที่ผ่านมา ซีซั่นนี้เหล่าอสูรน้อยก็ยังต้องพึ่งเวทียืมตัวในการงัดทีเด็ดออกมาโชว์ให้ป๋าประทับใจ เพราะนอกจากนักเตะรุ่นพี่เจ้าของดับเบิ้ลแชมป์การันตีจากปีก่อนต่างจับจองตำแหน่งไว้อย่างเหนียวแน่นแล้ว ยังมีเฟรชชี่เปี่ยมคุณภาพทั้งเบอร์บาตอฟ และฝาแฝดหัวหยอง “ฟาบิโอ” และ “ราฟาเอล”
“ทอม ฮีตัน” นายทวารวัย 22 จากเชสเตอร์ เป็นรายแรกที่ถูกส่งไปอยู่กับ “คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้” ทีมในลีก แชมเปี้ยนชิพ ซึ่งช่วยเก็บคลีนชีตให้คาร์ดิฟฟ์ไปถึง 6 เกม จนเกาะกลุ่มหัวตารางอยู่ในขณะนี้
“เฟเบียน แบรนดี้” กองหน้าร่างเล็กวัย 19 ที่ใช้ชีวิตร่วมกับยูไนเต็ดมาตั้งแต่ 9 ขวบ ได้โอกาสกลับไปร่วมงานกับ “สวอนซี” อีกครั้ง หลังปีก่อนทำได้ 3 ประตู จากการลงสนาม 2 ตัวจริง 17 ตัวสำรอง
“เคร็ก แคธคาร์ท” ปราการหลังชาวไอร์แลนด์เหนือวัย 19 เจ้าของรางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมของสโมสรเมื่อ 2 ปีก่อน เดินทางไปร่วมทีมกับ “พลีมัธ” โดยสามารถสอดขึ้นมามีชื่อทำประตูได้แล้วด้วย
“ลี มาร์ติน” ปีกวัย 21 ที่ทำผลงานได้น่าประทับใจในช่วงปรีซีซั่น ถูกส่งให้ “น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์” ยืมใช้งาน ซึ่งผลิตสกอร์ให้ทีมเจ้าป่าไปได้แล้ว 1 ประตู
“แดนนี่ ซิมป์สัน” แบ็กขวาวัย 21 ที่สอดแทรกขึ้นมาเล่นชุดใหญ่เมื่อปีก่อนได้ถึง 8 นัด ถูกส่งไปร่วมงานกับ “พอล อินส์” หนึ่งในศิษย์ก้นกุฏิรุ่นใหญ่ ที่รังอีวู้ด ปาร์ค โดยมีโอกาสสัมผัสเวทีพรีเมียร์ ลีก ไปแล้ว 9 นัด ร่วม 747 นาที
“เฟรเซอร์ แคมป์เบลล์” ศูนย์หน้าวัย 21 ที่ซัด 15 ประตูเมื่อปีก่อน ช่วยให้ “ฮัลล์ ซิตี้” ก้าวขึ้นสู่ลีกสูงสุดได้สำเร็จ โดยปีนี้ศูนย์หน้าผิวสีกลายเป็นส่วนสำคัญในการนำเข้า เบอร์บาตอฟ เมื่อต้องโยกไปล่าตาข่ายให้ทีมไก่เดือยทองแทนศูนย์หน้าบัลแกเรียน และเมื่อโอกาสมาถึงเจ้าตัวก็ไม่ทำให้ใครต้องผิดหวัง เมื่อจัดการซัดไปแล้ว 3 ประตู โดย 2 ลูกในนั้นเป็นการเด็ดปีกหงส์เสียด้วย แถมล่าสุดในการรับใช้ชาติชุดเล็ก ก็ยังใส่ชื่อบนสกอร์บอร์ดได้อีกด้วย ยิ่งหากเวลาที่เหลือในถิ่นไวท์ ฮาร์ทเลน ยังคงได้รับโอกาสจาก “แฮร์รี่ เรดแนปป์” และทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง ปีหน้าคงได้เห็น แคมป์เบลล์ อยู่รับใช้ปีศาจแดงเป็นการถาวรเสียที และเจริญรอยตาม “แอนดี้ โคล” ฮีโร่ขวัญใจอย่างที่ต้องการ
แต่ในขณะที่ปีศาจวัยกระเต๊าะคนอื่นต่างพาเหรดกันออกไปเผชิญโลกภายนอก เด็กที่มีอายุน้อยที่สุดในกลุ่มกลับได้รับโอกาสผลักดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ พร้อมหมายเลข 19 “แดนนี่ เวลเบ็ค”
หลังจากได้รับรางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมของสโมสรในปีที่แล้ว เวลเบ็ค ก็ได้รับการจับตามองอย่างมากจากสาวกปีศาจแดง เพราะนอกจากจะอายุน้อยแล้ว ศูนย์หน้ารายนี้ยังได้ชื่อว่าเป็น “แมนคูเนียน” เต็มตัวอีกด้วย จากการลืมตาดูโลกในแถบลองไซด์ บ้านเดียวกับรุ่นพี่ชื่อ “เวส บราวน์” แม้จะเกิดในครอบครัวชาวกานา แต่ศูนย์หน้าวัยยังไม่ครบ 18 ปีบริบูรณ์ก็ติดทีมชาติอังกฤษชุดเล็กไปแล้ว ตั้งแต่ชุดอายุต่ำกว่า 17 ปี จนถึงชุดอายุต่ำกว่า 19 ปี
เวลเบ็คถูกเรียกเข้าสู่ทีมชุดใหญ่ในช่วงปีใหม่กลางซีซั่นก่อน โดยประเดิมสนามอย่างไม่เป็นทางการในเกมเทสติโมเนียลกับ “อัล ฮีลัล” แถมยังเกือบทำประตูได้จากจุดโทษอีกด้วย ศูนย์หน้าผิวสีเริ่มต้นฤดูกาลนี้ในศึกลีก คัพ ตามประสานักเตะเยาวชน แม้จะไม่สามารถมีชื่อประตู แต่ก็มีส่วนสำคัญกับการได้จุดโทษในเกมรอบ 4 กับ “ควีนส์ ปาร์ก เรนเจอร์ส” ซึ่ง เตเบซ ก็จัดการส่งบอลสู่ก้นตาข่ายพายูไนเต็ดเข้าสู่รอบต่อไป
ในที่สุด เวลเบ็ค ก็มีโอกาสได้ลงสัมผัสเกมพรีเมียร์ ลีก เป็นครั้งแรกจนได้ ในการพบกับ สโต๊ค ซิตี้ หลังจากมีชื่ออยู่ข้างสนามมาหลายนัด โดยถูกเปลี่ยนตัวแทน “ปาร์ค จี-ซุง” ในนาทีที่ 63 หลังปีศาจแดงออกนำไปถึง 3-0 แถมยังสามารถประเดิมสกอร์แรกได้อีกด้วย หลังจากอยู่ในสนามได้เพียง 21 นาที จากการซัดไกลเกือบ 30 หลาเสียบสามเหลี่ยมเข้าไปอย่างสวยงาม ซึ่งท่าทางการดีใจก็คล้ายจะก็อปปี้รุ่นพี่ในทีมบางคนมาเลยทีเดียว ยิ่งถ้าก็อปปี้จำนวนประตูที่ทำได้มาด้วยก็คงจะดีมาก
ประตูของ เวลเบ็ค จุดประกายความหวังของพลพรรคเรด อาร์มี่ ที่อยากจะเห็นศูนย์หน้าสายเลือด “เพียวบลัด” ขึ้นมาทันที เพราะนับตั้งแต่การจากไปของ “มาร์ค ฮิวจ์ส” ก็ไม่มีเด็กลูกหม้อในตำแหน่งกองหน้าขึ้นมาจับจองพื้นที่ตัวจริงได้อีกเลย กว่าทศวรรษที่คู่กองหน้าตกเป็นของ “เลือดผสม” ทั้งสิ้น
แถมการเป็น แมนคูเนียน อย่างเต็มตัว ก็คงจะช่วยอุดปากพวกที่ชอบพร่ำบ่นว่า “ปีศาจแดงใช้เงินซื้อแชมป์” ได้สนิทนักแล
ซึ่งก็อาจทำให้ “พวกเรา” ต้องคอยดูต่อไปว่า “พวกเขา” จะสรรหาคำใดมาพร่ำบ่นกันอีก
….. เฮ้อ!
chokechone11
2001-2024 RED ARMY FANCLUB Official Manchester United Supporters Club of Thailand. #ThaiMUSC